NARS Cosmetics Fall Collection 2010 Online Exclusive: Super Restorative Age-Defying Set - a $207 value for $132!

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Review แสดงบทความทั้งหมด

15 มิถุนายน 2553

Benefit Dr.Feelgood

สั่งซื้อมาเพราะเข้าใจว่าจะเป็นไปตามสรรพคุณอันเลอเลิศที่ว่า ช่วยคุมมันและอำพรางรูขุมขน

เนื้อบาล์มสีขาว ไม่มีกลิ่น ซึ่งต้องใช้นิ้ววนๆอยู่นานพอสมควรถึงจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเนื้อเนียนๆ ถ้าปาดแล้วทาเลยจะเป็นคราบและทาไม่ติด ทาแล้วก็รู้สึกเหมือนหน้าโดนเคลือบอยู่ และไม่ได้ช่วยอำพรางรูขุมขนแต่อย่างใด ริ้วรอยไม่ต้องพูดถึง สีขาวๆแบบนี้ไม่น่าจะช่วยปกปิดอะไรได้อยู่แล้ว หนำซ้ำถ้าทาก่อนลงรองพื้น ก็ทำให้รองพื้นไม่ติด พากันหลุดออกมาทั้งบาล์มและรองพื้นซะงั้น ต้องเปลี่ยนวิธีการเป็นทาท้ายสุด และจึงตามด้วยแป้ง ซึ่งก็มีโอกาสที่แป้งเป็นคราบเช่นกัน สรุปคือ เกลี่ยง่าย แต่ไม่ค่อยเวิร์คกับการเมคอัพ ส่วนเรื่องคุมมัน ก็ค่อนข้างพอใจ เพราะช่วยคุมได้บ้าง ทำให้หน้ามันช้าลง และล้างออกง่าย ไม่อุดตันรูขุมขน เหมาะกับทาเฉพาะส่วนมากกว่า เช่น T-zone เพราะอย่างที่บอกไปว่าเหมือนหน้าโดนเคลือบ –“-

คะแนน : 2/5 (ให้แค่คุมมันพอไหว)

20 มีนาคม 2553

Clinique Deep Comfort Body Lotion

Deep Comfort Body Lotion ตัวล่าสุดจาก Clinique มาแบบขวดหัวปั๊มใช้สะดวกกับขนาดบิ๊กบึ้ม 400 ml. ที่ใช้ได้นานมาก เนื้อโลชั่นไม่เข้มข้นมาก และก็ไม่เหลวจนเกินไป ตอนแรกที่ลองตรงเคาน์เตอร์คิดว่ามันคงบางเบาเกินไปสำหรับเรา เพราะปกตินิยม body butter  แต่พอลองทาเท่านั้นแหละ ซึมลงผิวเร็วมากๆ ไม่เหนียวเหนอะหนะ ที่สำคัญคือ ผิวนุ่มและรู้สึกเหมือนว่าผิวได้ดื่มน้ำ (ดูเหมือนเว่อร์ๆอย่างกะโฆษณา แต่มันรู้สึกอย่างนี้จริงๆนะ) ก็เลยสอยมาใช้ซะเลย ซึ่งเวิร์คมากๆสำหรับทาหลังการอาบน้ำ หรือใช้บำรุงผิวในหน้าร้อน

เรื่องสรรพคุณ หลักๆก็คือให้ความชุ่มชื่นกับผิวได้สุดๆ ส่วนเรื่องขาวเนียนหรือลดริ้วรอยไม่เห็นผลค่ะ

สำหรับกลิ่น ขวดนี้ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมค่ะ ก็เลยมีกลิ่นคล้ายๆกับครีมทาหน้าอื่นๆของคลีนิกข์เนี่ยแหละ รับรองกลิ่นไม่ตีกับน้ำหอมที่ใช้แน่ๆ 

คะแนน 5/5

20 มกราคม 2553

Review: L'Oréal Elsève Smooth-Intense Anti-Frizz Serum

elseve

ได้ตัวอย่างทดลองเป็นซองมาทั้งหมด 4 ซองค่ะ ปริมาณซองละ 7 ml. (ขนาดปกติ 100 ml.) ซองเดียวเราก็ใช้ได้ตั้งหลายครั้งเลยแหละ 3-4 ครั้งได้ เซรั่มตัวนี้เป็นชนิดไม่ต้องล้างออก หลังจากที่เช็ดผมให้หมาดๆหลังสระ ก็เทเซรั่มใส่มือทีละนิด เนื้อเซรั่มใสและไม่เหนียวค่ะ ค่อนข้างจะเหลวด้วยซ้ำไป มีกลิ่นหอมอ่อนด้วย ค่อยๆลูบจากโคนจรดปลายผม เน้นปลายผมเยอะๆหน่อย เราชอบตรงที่ไม่มีความเหนียวและความมันติดมือเหมือนเซรั่มอื่นๆที่เคยใช้

Elsève Smooth-Intense Anti-Frizz Serum ใช้ครั้งแรกยังไม่ค่อยรู้สึกว่าผมเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แค่ไดร์ง่ายขึ้น แต่พอครั้งที่ 2 ไปแล้ว เริ่มรู้สึกว่าผมลื่นขึ้น ถ้าทาไม่ทั่วผมทั้งศีรษะ ก็จะรู้สึกได้ชัดเจนเลยค่ะว่าผมบางส่วนลื่น บางส่วนก็ไม่ลื่น ส่วนเรื่องของการลดผมชี้ฟู ได้ผลแค่หลังการไดร์เสร็จใหม่ๆค่ะ พอข้ามคืนก็ไม่เห็นผลแล้ว แม้ว่าตรงซองจะบอกว่ามีประสิทธิภาพ 48 ชั่วโมงก็ตาม แต่ไม่แน่ว่าอาจจะขึ้นกับวิธีการไดร์ด้วย

เป็นเซรั่มที่น่าใช้มากๆตัวหนึ่งค่ะ เพราะไม่ทิ้งความมันไว้บนเส้นผมและมือ ทำให้ผมนุ่มลื่น และมีกลิ่นหอมอ่อนๆด้วย

คะแนน : 5/5

12 มกราคม 2553

Review : Bihada Ichizoku Bihada Sara Mask

Bihada Sara Mask

มาส์คแบบทิชชูหรือแบบแผ่นเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสาวๆที่ไม่ชอบความเหนียวเหนอะหนะของมาส์คแบบปกติ และไม่ต้องเสียเวลาในการทำความสะอาดหลังหลังการมาส์ค แถมมาส์คแบบทิชชูยังอุดมไปด้วยคุณค่าจากเอสเซนส์มากมาย ส่วนใหญ่จะอ้างว่าเท่ากับการบำรุงด้วยเอสเซนส์ 1 ขวดเลยทีเดียว

มาส์คแบบทิชชูส่วนใหญ่ที่ได้ใช้ จะสะดวกและเห็นผลได้ชัดเจนค่ะ แต่ไม่ถาวร เหมาะกับการมาส์คเพื่อเพิ่มความขาวใสให้ใบหน้าแบบเร่งด่วน เช่น มาส์คก่อนออกงาน เป็นต้น แต่ถ้าอยากให้ผิวหน้าใสอยู่ตลอด คงจะต้องมาส์คอย่างสม่ำเสมอ ประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และมาส์คตามเวลาที่ระบุในฉลากด้วยนะคะ (ส่วนใหญ่ 5-20 นาที) เพราะถ้านานกว่านี้ ทิ้งไว้จนเช้า หรือมาส์คบ่อยเกินไป ผิวหน้าจะระคายเคืองได้ค่ะ

ล่าสุดได้ลองใช้ Bihada Sara Mask จาก Bihada Ichizoku มาส์คอันโด่งดังจากญี่ปุ่นที่มียอดขายถล่มทลายตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว ตอนนี้สามารถหาซื้อได้จากร้านวัตสันแล้วค่ะ ราคาถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับมาส์คยี่ห้ออื่นๆ แต่พอเปิดซองออกมา เอสเซนส์ในซองเยอะมากๆค่ะ ปริมาณ 27 ml. ซึ่งชุ่มแผ่นมาส์ค เมื่อมาส์คจนครบเวลาก็ยังชุ่มอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะแห้งลงไปแม้แต่น้อย ตอนมาส์คก็ไม่ได้แสบหรือคันหน้าแต่อย่างใด ส่วนตัวไม่ประทับใจตรงที่เอสเซนส์เข้มข้นมาก ไม่ว่าจะพยายามทำอย่างไรก็ไม่ซึมลงผิวไปจนหมดเหมือนกับมาส์คยี่ห้ออื่นๆ นวดอยู่นานก็ไม่เป็นผล เลยต้องนอนทั้งๆที่หน้าเหนียว จริงๆในฉลากบอกว่าเอสเซนส์ที่เหลือในซองสามารถนำมาทาส่วนอื่นๆของร่างกายได้ แต่ไม่ไหวค่ะ มันเหนียวเกินไป แต่แผ่นมาส์คใหญ่ดีมาก สามารถโปะได้จนถึงขอบไรผมบนหน้าผากและเลยลงมาถึงขากรรไกร

ตอนเช้าพอล้างหน้าแล้วก็เห็นชัดเจนเลยค่ะว่าหน้าใสขึ้น ก็โอเคนะ แต่ถ้าเทียบกับมาส์คแบบทิชชูยี่ห้ออื่นๆที่เคยใช้ เช่น pond’s , skinfood ก็เห็นว่าขาวใสขึ้นเหมือนกัน และยังนวดให้เอสเซนส์ซึมลงผิวได้ง่ายมากด้วย รู้สึกสบายหน้ากว่ามาก

คะแนน : 2/5

8 มกราคม 2553

Review : Clinique Anti-Blemish Solution

หลังจากประสบปัญหาสิวอุดตันที่คางมาพักใหญ่ๆ ไม่ยอมหายไปซะที ก็เริ่มมองหาผู้ช่วยค่ะ จากตอนแรกที่จะซื้อแค่ Oil-Control Cleansing Mask ซึ่งเป็นมาสค์เนื้อเคลย์ แต่คุยกับบีเอไปๆมาๆ ก็ได้มาเกือบครบชุดซะงั้น ขาดแต่ clarifying lotion เพราะแอลกฮอล์เยอะจัด ไม่สามารถใช้ได้ค่ะ ทั้งหมดที่ได้มาก็มี 5 ชิ้น คือ Oil-Control Cleansing Mask , Cleansing Foam, Clearing Moisturizer, Spot Treatment Gel และ Post Blemish Formula

ผลิตภัณฑ์ Anti-Blemish Solution มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยนะคะ ผู้ที่แพ้แอลกฮอล์ก็ควรจะทดสอบกับผิวก่อน และเนื่องจากใส่แอลกฮอล์นี่เอง ทำให้ผิวหน้าแห้งมากๆค่ะ และก็ทำให้ผิวหยาบขึ้นด้วย (แห้งสุดๆ ขาดความชุ่มชื่นอย่างเห็นได้ชัด) ครีมบำรุงในเซ็ทเดียวกันก็ไม่ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นเท่าไหร่ด้วยค่ะ ส่วนตัวเราไม่ค่อยแฮปปี้กับเซ็ทนี้เท่าไหร่ จะรีวิวไปตามผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากผลลัพธ์ของคนอื่นๆก็ได้ หากต้องการซื้อมาใช้ แนะนำให้ศึกษาจากรีวิวอื่นๆให้เยอะๆค่อยตัดสินใจนะคะ

Clinique Anti-Blemish Solution Cleansing Foam Clinique Anti-Blemish Oil-Control Cleansing Mask

ขอรีวิวจากลำดับการใช้นะคะ เริ่มจาก Cleansing Foam ปริมาณ 125 ml. เป็นหัวปั๊มที่ปั๊มออกมาเป็นฟองเลย ฟองบางเบามากค่ะ ต้องปั๊ม 3 ทีถึงจะล้างได้สะอาด ก็เลยหมดเร็วมากๆ ล้างออกด้วยน้ำหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกว่ามีคราบลื่นๆติดผิวอยู่ แต่หน้ากลับแห้งมากๆ ตอนแรกเราใช้ทั้งเช้า-เย็น ซึ่งรู้สึกว่าหน้าแห้งตึงเกินไป ก็เลยเปลี่ยนมาใช้แค่ตอนเย็นเท่านั้น หน้าก็แห้งน้อยลง อ่อ…ตัวนี้ล้าง cleansing oil ได้สะอาดดีนะคะ
คะแนน : 2/5

Oil-Control Cleansing Mask ปริมาณ 100 ml. เนื้อเนียนมากๆ เกลี่ยได้ง่าย ถ้าอยู่ในสภาวะอากาศแห้งก็จะแห้งเร็วมากๆค่ะ แห้งแล้วหน้าตึงสุดๆขยับปากไม่ได้เลย (เดี๋ยวผิวย่น) สามารถใช้ได้ทั่วหน้าหรือเฉพาะบริเวณที่เป็นสิวก็ได้ค่ะ ตัวนี้ช่วยเรื่องควบคุมความมันบนใบหน้าได้ดีค่ะ แต่ไม่ทำให้หน้าแห้ง ล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิปกติได้ แต่จะมีคราบมาส์คติดอยู่บ้างตามไรผม ต้องล้างออกให้หมด หรือไม่ก็ใช้สำลีเช็ดออกค่ะ รู้สึกได้ว่าผิวสะอาดดี แต่ไม่ค่อยชัวร์เรื่องมาส์คตกค้างบนใบหน้า เพราะเรารูขุมขนกว้าง กลัวมันจะไปอุดตันโดยที่เรามองไม่เห็น ก็เลยเช็ดด้วยโทนเนอร์หลังจากล้างหน้าเสร็จ หลังจากใช้ผิวหน้าก็เนียนๆดี
คะแนน : 4/5

Clinique Anti-Blemish Clearing Moisturizer Clinique Anti-Blemish Spot Treatment Gel

หลังจากล้างหน้าแล้วจะเช็ดด้วย Clarifying Moisture Lotion เบอร์ 3 ค่ะ ตามด้วย Clearing Moisturizer ปริมาณ 50 ml. เนื้อครีมบางเบา กลิ่นก็เหมือนครีมบำรุงอื่นๆของคลีนิกข์ (ซึ่งกลิ่นจะเหมือนๆกันหมดเลย จนเผลอคิดไปหลายทีว่ามันคือครีมตัวเดียวกัน แต่แค่แปะฉลากต่างกันเพื่อผลทางการตลาดรึเปล่า) ซึมซาบค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ได้ช่วยให้หน้าชุ่มชื่นขึ้นมาเท่าไหร่ค่ะ เพราะหลอดนี้ก็เป็นสูตรช่วยควบคุมความมัน และตามคุณสมบัติบอกว่าช่วยลดอาการแห้งและลอกเป็นขุย รวมถึงลดรอยแดงจากสิวด้วย แต่พอใช้ไปประมาณ 1 อาทิตย์ เหมือนว่าครีมตัวนี้ช่วยเร่งให้สิวอุดตันเปลี่ยนเป็นสิวอักเสบค่ะ ตอนแรกเข้าใจว่าแพ้ แต่พออ่านดูรีวิวของคนอื่นๆ ก็เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้จริงๆ ใช้ต่อไปอีกเป็นเดือน สิวอักเสบหาย ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่สิวอุดตันก็ยังไม่หายไป แถมยังมีรอยแดงจากสิวอักเสบทิ้งไว้อีก เซ็งมากค่ะ เหมือนซื้อมาทำร้ายหน้าตัวเอง –“-
คะแนน : 1/5

Spot Treatment Gel ปริมาณ 15 ml. เป็นเจลแต้มสิวที่ใช้แล้วเห็นผลภายในข้ามคืน แต้มทิ้งไว้ก่อนนอนสิวจะยุบเลยค่ะ แต้มต่อสิวก็จะเป็นก้อนแห้งๆซึ่งจะหลุดออกตอนล้างหน้า แต่ใช้ได้ผลดีกับสิวที่เห็นหัวสิวแล้วนะคะ แต้มแล้วแสบสุดๆ ต้องอดทนนะ ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวเดียวกับที่คลีนิคหมอสิวแต้มให้รึเปล่า เพราะแสบเหมือนกันเลย เพียงแต่ Spot Treatment Gel ไม่ได้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีขาวๆเหมือนยาของหมอ แต่ผิวตรงที่แต้มจะแห้งมากๆและลอกเป็นขุยค่ะ และก็ทิ้งรอยแดงๆไว้ด้วย ซึ่งถ้าเทียบกับ Rojukiss ENCA Ac Drying Pink Powder แล้ว โรจูคิสดูจะเวิร์คกว่าค่ะ เพราะช่วยให้สิวแห้งและเหลือแค่รอยสีชมพูจางๆเท่านั้น
คะแนน : 3/5

Clinique Anti-Blemish Post Blemish Formula เหมือนคลีนิกข์จะรู้ปัญหาของเจลแต้มสิวค่ะ ก็เลยมี Post Blemish Formula ปริมาณ 15 ml. มาให้ใช้หลังจากที่สิวหายแล้วเหลือแต่รอยแดง เป็นปากกาหมุนๆเอาครีมสีขาวออกมา ใช้สะดวกดีค่ะ แต่ครีมไหลออกมาช้าไม่ทันใจ เผลอหมุนไปหลายรอบ ครีมเลยออกมาเยอะเกิน –”- สามารถทาลงบนรอยแดงหรือจุดด่างดำได้ ถ้าทาบนรอยแดงหลังจากสิวหายจะเห็นผลเร็วค่ะ รอยจะจางลงเร็วมาก ปกติถ้าไม่ได้ทาครีมรอยแดงจะเปลี่ยนรอยดำหรือคล้ำขึ้น และกว่าจะหายก็ใช้เวลานานมาก แต่ก็ต้องระวังนะคะ เพราะถ้าสิวยังไม่หายสนิท ทาแล้วจะเป็นสิวขึ้นมาใหม่ค่ะ
คะแนน : 4/5

ผลสรุปของการใช้ก็คือ ไม่ได้ช่วยรักษาสิวอุดตันเหมือนที่คาดหวังไว้ค่ะ แถมได้รอยแดงจากสิวอักเสบเพิ่มมาเป็นของแถมอีก และหน้าก็แห้งมากๆด้วย แต่ถ้าผิวมันมากๆ น่าจะเวิร์คนะคะ เพราะคุมความมันได้ดีจริงๆ ตัวที่ใช้แล้วโอเคและรู้สึกดีก็จะมี  Oil-Control Cleansing Mask, Spot Treatment Gel และ Post Blemish Formula ค่ะ

6 มกราคม 2553

Review : The Body Shop Olive Body Scrub

The Body Shop Olive Body Scrub

ไหนๆก็พูดถึง body scrub ของ The Body Shop ไปแล้ว ก็นำเสนอกันต่อค่ะ สำหรับสครับที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมาสำหรับเรา เริ่มจากได้ tester มา พอใช้ก็ติดใจทันที ก็เลยเป็นยี่ห้อเดียวที่ซื้อใช้อยู่เรื่อยๆ

Olive Body Scrub เหมาะกับผิวธรรมดาและผิวแห้ง เนื้อครีมเข้มข้นมากๆเหมือน body butter ผสมกับเม็ดสครับที่ทำจากเปลือกวอลนัทและเม็ดมะกอก ซึ่งปริมาณเม็ดสครับนั้นใส่มาเต็มที่จริงๆ สครับได้สะใจมากๆ เม็ดสครับไม่หยาบเลย แต่ก็ไม่ละเอียดเกินไปจนทำให้ไม่รู้สึกว่าได้ผลัดเซลล์ผิว ส่วนกลิ่นก็เป็นกลิ่นของมะกอก กลิ่นออกแนวธรรมชาติมากๆ ล้างออกแล้วก็มีกลิ่นติดผิวสักพักนึงค่ะ

ใช้สครับผิวหลังจากอาบน้ำทำความสะอาดผิวเสร็จแล้วนะคะ พอสครับเสร็จก็ล้างออกได้เลยโดยไม่ต้องฟอกสบู่ซ้ำ จะรู้สึกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้เลยว่าผิวสะอาด เนียนลื่นขึ้น และยังชุ่มชื่นมากๆด้วย ถ้าไม่ใช่ช่วงหน้าหนาวก็ไม่ต้องทาครีมยังได้ ส่วนใหญ่หน้าหนาวมักจะมีคำแนะนำว่าให้ลดความถี่ในการสครับผิวจากปกติ แต่สำหรับกระปุกนี้เราว่าหายห่วงค่ะ เพราะไม่ระคายผิวและยังให้ความชุ่มชื่นได้ดี

กระปุกขนาด 200 มล. เท่ากับ body butter แต่ใช้ได้นานกว่าค่ะ เพราะสครับแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น จริงๆถ้าอยากให้ผิวดี ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ตามด้วย Olive Body Butter แต่สาวขี้เกียวอย่างเรา แค่อาทิตย์ละครั้งก็ยังทำได้ไม่สม่ำเสมอเลย –“-

คะแนน : 5/5  must have item ค่ะ

Useful link
ข้อมูลจากผู้ผลิต

4 มกราคม 2553

Review : The Body Shop Black Velvet Apricot Body Smoother

Black Velvet Apricot Body Smoother

ปีใหม่ที่ผ่านมาได้ช้อปปิ้งเยอะแยะเลยค่ะ มีผลิตภัณฑ์น่าใช้ออกใหม่เพียบ แถมยังลดราคาให้อีก สำหรับ The Body Shop ได้ส่วนลดเพิ่มอีกเนื่องจากเป็นเดือนเกิด ก็เลยซื้อเพลิน ได้มาถุงเบ้อเริ่ม ส่วนใหญ่เป็น shower gel และ body butter กลิ่นที่ใช้อยู่แล้ว Black Velvet Apricot Body Smoother หลอดนี้เพิ่มขึ้นมา เพราะอยากอาบน้ำและขัดผิวไปด้วยพร้อมๆกัน เพื่อประหยัดเวลาค่ะ อากาศหนาวๆไม่อยากแช่น้ำนาน ถึงน้ำร้อนจะสบายตัวดี แต่ก็ทำให้ผิวแห้งมากขึ้นเช่นกัน

จริงๆอยากจะได้กลิ่น Nutmeg&Vanilla แต่พอทดลองกลิ่นดูแล้วไม่ใช่กลิ่นวานิลลาอย่างที่อยากได้ ส่วนหลอดนี้กลิ่นหอมมากๆ กลิ่นแอพริคอตชัดเจนและสดชื่นดี ก็เลยสอยมาครบเซ็ท จะทยอยรีวิวเรื่อยๆค่ะ

Black Velvet Apricot Body Smoother เป็นเจลอาบน้ำที่ผสมเม็ดสครับจากเปลือก walnut, almond และ apricot ซึ่งเม็ดไม่หยาบแต่ก็ไม่ละเอียดเกินไป ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีที่เราชอบมากๆ และยังไม่เจอสครับยี่ห้อไหนที่ใช้แล้วถูกใจเหมือนของ The Body Shop เลย เม็ดสครับไม่ระคายผิวแต่ทำความสะอาดได้สะอาดสุดๆ และทิ้งกลิ่นหอมไว้ติดผิวอีกด้วย ส่วนฟองแตกต่างจากตัวเจลอาบน้ำ เพราะจะละเอียดและนุ่มมากๆ (ไม่ถึงขั้นนุ่มฟูแบบผงแป้งล้างหน้านะคะ แค่เป็นฟองครีมขาวๆเท่านั้น) แต่ล้างออกค่อนข้างยาก และรู้สึกลื่นๆติดผิวนิดหน่อย 

นอกจากส่วนผสมหลักคือ แอพริคอตและเม็ดสครับตามข้างต้น ยังมีน้ำผึ้งและลาโนลิน (lanolin) ซึ่งช่วยให้ความชุ่มชื่นกับผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง

หลอดใหญ่และใช้ไม่เปลืองค่ะ บีบแค่ครั้งเดียวก็ใช้ได้ทั่วตัวแล้ว อาบเสร็จตัวหอม ห้องน้ำก็หอมด้วย สดชื่นมากๆค่ะ

คะแนน : 5/5

30 ธันวาคม 2552

Review : L’Occitane Immortelle Milk Makeup Remover

L’Occitane Immortelle Milk Makeup Remover L’Occitane Immortelle Milk Makeup Remover น้ำนมสำหรับทำความสะอาดเครื่องสำอาง กลิ่นหอมมากๆ ระหว่างใช้จะรู้สึกได้ถึงความหอมสดชื่น วิธีการใช้ตามที่ฉลากระบุไว้มี 2 วิธี คือ หยดลงบนสำลีแล้วเช็ดบนใบหน้า กับใช้บนผิวหน้าที่เปียกหมาด ซึ่งหลังจากลองใช้ทั้ง 2 วิธีนี้ วิธีแรกจะเปลืองครีม ส่วนวิธีที่สอง รู้สึกว่าล้างได้ไม่สะอาดนัก ก็เลยใช้บนหน้าที่แห้ง นวดจนน้ำนมเปลี่ยนเป็นน้ำ จากนั้นล้างออกและตามด้วยโฟมล้างหน้า แบบนี้สะอาดกว่าเยอะค่ะ เพียงแต่ตอนล้างด้วยน้ำเปล่าจะรู้สึกหนืดๆหน้า แต่พอล้างด้วยโฟมก็ล้างออกได้ง่าย เป็นครีมล้างหน้าที่ใช้แล้วรู้สึกว่าได้บำรุงผิวไปด้วย เพราะทำให้หน้าชุ่มชื่นดีมาก

ขวดนี้เหมาะกับผิวธรรมดาและผิวแห้ง เพราะช่วยเรื่องความชุ่มชื่นได้มาก และก็อ่อนโยนกับผิวด้วยเช่นกัน ผิวบอบบางก็สามารถใช้ได้นะ สามารถล้างเครื่องสำอางออกได้ดี พวกรองพื้นจะเห็นละลายออกมากับครีมเลย ยกเว้นมาสคาร่ากันน้ำไม่สามารถทำความสะอาดได้

ฝาขวดเป็นแบบกด ใช้งานง่าย ขวดก็ขนาดพอดีมือ ราคาค่อนข้างสูง แต่หลังๆมานี่ราคาสินค้าของลอคซิทานจะขึ้นๆลงๆอยู่ที่ประมาณ 100 บาท ก็แล้วแต่ว่าช่วงที่เราไปซื้อจะโชคดีเจอตอนที่ราคาปรับลงรึเปล่า

คะแนน : 4/5 สำหรับเราใช้ดีสุดๆช่วงหน้าหนาว เพราะผิวค่อนข้างแห้ง แต่ถ้าช่วงอื่นๆจะรู้สึกว่าจะช่วยบำรุงให้หน้ามันเกินไป

9 ธันวาคม 2552

Review : The Body Shop Shimmer Waves - Blush

The Body Shop Shimmer Waves - Bronze The Body Shop Shimmer Waves เป็นทางเลือกที่ประหยัดสำหรับสาวๆที่ต้องการชิมเมอร์ไว้ใช้ในงบที่จำกัดค่ะ มี 3 เฉดสี คือ  Bronze, Blush และ Peach เนื้อชิมเมอร์ 8.5 กรัม อัดมาแน่นมากๆ  ทำให้ใช้ได้นาน ซึ่งคุณประโยชน์นอกจากเพิ่มประกายวิ๊งๆให้ใบหน้าแล้ว ยังใช้ปัดแก้มและทาเปลือกตาได้ด้วย เบลนด์สีกันสนุกไปเลยค่ะ ตลับเดียวแต่งได้ทั้งตาและแก้ม สะดวกมากๆ แต่จะสะดวกกว่านี้ ถ้ามีกระจกมาให้ด้วย เพราะตลับใสๆ โชว์เนื้อชิมเมอร์ข้างในดูสวยดี แต่เวลาทาต้องลำบากหากระจก –“- ไม่ค่อยเหมาะกับการพกพาเท่าไหร่ค่ะ

ที่เราใช้อยู่คือสี Blush เป็นโทนชมพู จริงๆแล้วอยากได้ Peach แต่ซื้อตั้งแต่ออกใหม่ๆ มีแค่ Bronze กับ Blush ค่ะ ตัว Bronze มันเข้มไปสำหรับผิวเรา ก็เลยได้ Blush มาแทน

The Body Shop Shimmer Waves  - Blush ผลการใช้ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะมันมีประกายมากเกินไป ปัดทีหน้าวาว ยิ่งเราผิวผสมด้วย เหมือนยิ่งเน้นให้เห็นเหมือนหน้ามันค่ะ ก็เลยเปลี่ยนมาเลือกเบลนด์เฉพาะสีอื่นๆ ยกเว้นสีขาว ก็ดีขึ้นมาบ้าง แต่สีชมพูที่มีก็ซีดเกินไป ปัดแล้วไม่ค่อยเห็นสีเท่าไหร่ และสีไม่ติดทนนานค่ะ แต่ประกายชิมเมอร์ทนมาก

ถ้าใช้แต่งตาจะเห็นสีชัดเจนเลยค่ะ เวลาแต่งเราก็ต้องอาศัยสีน้ำตาลจากอายแชโดว์อื่นๆมาแต่งร่วมด้วย เพราะสีชมพูอย่างเดียวตาจะดูบวมเหมือนร้องไห้หนักมาทั้งคืน ^^

The Body Shop Shimmer Waves  - Peach สรุปก็คือ ถ้าใช้ Blush ตลับเดียวยังไม่พอค่ะ สีที่น่าเวิร์คที่สุดน่าจะเป็น Peach เพราะมีทั้งชมพูและส้มอมน้ำตาล ส่วน Bronze แต่งตาน่าจะสวยที่สุดค่ะ มีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลทอง น้ำตาลแดง และชมพู สำหรับสาวผิวสองสีหรือผิวคล้ำ ปัดแก้มด้วย Bronze คงจะสวยเชียวค่ะ

คะแนน : 2/5 เลือกสีมาไม่ถูกใจเองค่ะ ถ้าสีอื่นอาจจะปลื้มมากกว่านี้ก็ได้

8 ธันวาคม 2552

Review : Clinique Blushing Blush Powder Blush – Cupid vs. Iced Lotus

Clinique Blushing Blush Powder Blush

Clinique Blushing Blush Powder Blush สี Cupid (#08) และ Iced Lotus (#14) น่าจะเป็นสีที่ขายดีที่สุดนะคะ จากที่เห็นว่าคลีนิกข์มักจะแจกเซ็ทของขวัญที่มีบรัชออนสองสีนี้อยู่เรื่อยๆ และใน palette ก็มักจะมีบรัชออน 2 สีนี้ด้วยเช่นกัน

ที่เราใช้อยู่ปัจจุบันเป็นสี Cupid ขนาดปกติค่ะ ส่วน Iced Lotus อยู่ในพาเลต ตอนแรกอยากได้ Iced Lotus เพราะเห็นนางแบบใช้แล้วดูสีสวยมากๆ แต่พอลองปัดดูจริงๆ กลับถูกใจ cupid มากกว่า เพราะเนื้อจะแมทท์กว่า และสีออกชมพูอมส้ม ในขณะที่ iced lotus สีออกชมพู แต่ประกายเยอะไปหน่อยค่ะ เวลาปัดแล้วจะวาวๆ ออกไปทางขาวมากกว่าชมพู ซึ่งน่าจะเหมาะกับสาวๆที่ผิวขาวจัด

เนื้อบรัชออนละเอียดและอัดแน่นมาก ขนาด 7 กรัม แต่ใช้ได้นานสุดๆค่ะ ตัวตลับมีกระจกให้ส่อง ฝาตลับเป็นสีเงิน ขนาดประมาณตลับแป้ง พกพาได้สะดวก ออกแบบมาให้ใช้คู่กับแปรงที่มีมาให้ แต่เราใช้แปรงปัดแก้มด้ามยาว เพราะถนัดกว่าและปัดได้ง่ายด้วย สำหรับแปรงที่ให้มาถือว่าใช้ได้ค่อนข้างดีค่ะ เพราะขนแปรงนิ่ม ซึ่งแตกต่างจากแปรงที่มีมาให้ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่วนใหญ่ขนแปรงจะหยาบ ปัดแล้วระคายผิว

บรัชออนรุ่นนี้ปัดแล้วติดทนไปทั้งวันค่ะ ยิ่งถ้าตอนแต่งหน้าใช้รองพื้น สีจะติดทนแทบไม่ต้องเติมบรัชออนระหว่างวันเลย ตลับนี้เป็น must have item ของเรา ใช้เพิ่มความสดใสได้ในวันที่ไม่ได้แต่งหน้าค่ะ

คะแนน : 5/5

2 ธันวาคม 2552

Review : Thai Rice Scrub

ภาพจาก www.dc-professional.com

วันนี้มารีวิวผลิตภัณฑ์ของไทยกันบ้างค่ะ เป็นสครับข้าวหอมมะลิ ในชื่อ Thai Rice Scrub ของบริษัท dc-professional กระปุกขนาด 150 กรัม ราคาประมาณ 200 กว่าบาท ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เกต ซึ่งของที่ซื้อมาฝาจะเป็นพลาสติกสีดำค่ะ แพคเกจเรียบๆแต่ก็ดูดี และใช้งานได้สะดวก แตกต่างจากแพคเกจของผลิตภัณฑ์สปาของไทยส่วนใหญ่ที่จะเป็นแก้วและฝาโลหะ ซึ่งใช้ไปนานๆฝามักจะเป็นสนิม เนื่องจากโดนน้ำ มีส่วนทำให้อายุผลิตภัณฑ์สั้นลง และดูไม่น่าใช้

อย่างที่ทราบกันดีค่ะว่า ข้าวหอมมะลิ สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางได้มากมาย ในข้าวหอมมะลิประกอบด้วยซิลิกาและคอลลาเจน จึงเป็นอาหารผิวที่มีคุณค่า ช่วยให้ผิวขาวสดใส เปล่งปลั่งและเนียนนุ่ม

เนื้อครีมเป็นสีขาวและเนียนมากๆค่ะ เวลาขัดผิวจะรู้สึกถึงความเนียนนุ่มของเนื้อครีม แต่เม็ดสครับที่เป็นแอพริคอตมีผสมอยู่น้อยเกินไป ทำให้ไม่รู้สึกว่าได้ขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป หลังจากล้างตัว ซึ่งล้างออกได้ง่ายค่ะ ก็ไม่ค่อยจะรู้สึกว่าผิวสะอาดขึ้นเหมือนกับสครับอื่นๆ จะได้แต่ความเนียนนุ่มชุ่มชื่นของผิวซะมากกว่า ถ้ามีการปรับปรุงเพิ่มเม็ดสครับลงไปมากกว่านี้น่าจะดีขึ้นมาก

ด้านกลิ่นของสครับกระปุกนี้ กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นมะลิ ออกแนวขนมหวานค่ะ กลิ่นยังไม่ค่อยถูกใจเท่าไหร่นัก แต่พอล้างตัวเสร็จก็ไม่มีกลิ่นติดตัว ก็ถือว่าใช้ได้นะคะ

 คะแนน : 3/5

30 พฤศจิกายน 2552

Review : Ichikami Shampoo & Conditioner

ichikami sample Ichikami แชมพูและครีมนวดผมใหม่ล่าสุดจาก Kanebo ที่วางจำหน่ายในไทย ได้รับ sample มาจาก Vanilla.in.th ค่ะ เป็นซองสีขาว-ดำ ตามรูปเลย แชมพูหนึ่งซองใช้ได้ 2 ครั้งค่ะ ส่วนครีมนวดใช้ได้ 3 ครั้ง เนื่องจากปกติเราจะไม่ใช้ครีมนวด เพราะโคนผมค่อนข้างมัน จึงใช้ leave-on conditioner หลังสระ ซองเล็กๆนี่ก็เลยใช้แค่ส่วนปลายผมซึ่งแห้งเสียจากการทำสี ทำให้ไม่เปลืองค่ะ

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Kenebo Ichikami มีอยู่หลายตัวค่ะ นอกจากแชมพูและครีมนวดผมแล้ว ก็มี treatment, hair mask, hair essense และ hair oil ซึ่งผสมสารสกัดจาก blackberry, camellia และ rice milk ช่วยซ่อมแซมผมเสียให้กลับสู่สภาพดี พร้อมเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ลดปัญหาผมพันกันและช่วยให้เส้นผมเงางาม และมีเอกลักษณ์ที่กลิ่นหอมของซากุระ

ผลการทดสอบ เริ่มจากแชมพูก่อนนะคะ เนื้อแชมพูเป็นสีขาวมุก ค่อนข้างเหลว ให้ฟองที่มาก ที่ชอบมากๆก็คือ ล้างออกง่ายมาก และรู้สึกได้เลยว่าผมนุ่มหลังจากล้างออก ส่วนกลิ่นหอมของซากุระนั้น ได้กลิ่นเฉพาะเวลาที่สระ ล้างออกแล้วกลิ่นจางมากๆ แทบไม่ติดผมเลยค่ะ

สำหรับครีมนวด เนื้อสีขาวขุ่นเข้มข้นคล้ายๆกับครีมนวดผมยี่ห้อของญี่ปุ่นทั่วไป หลังจากใช้ (ยกเว้นโคนผมนะคะ) ผมลื่นดีค่ะ ทำให้ไดร์ง่ายขึ้น ผมไม่ชี้ฟู แต่ผมส่วนที่แห้งๆก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าถ้าใช้ต่อไปเรื่อยๆอาจช่วยปรับสภาพผมที่แห้งให้ดีขึ้นมาได้ เวลาล้างใช้เวลานานเชียวค่ะ เพราะล้างออกยากมาก ไม่ต่างกับครีมนวดผมสูตรเข้มข้นอื่นๆ ด้านกลิ่นหอม ครีมนวดกลิ่นอ่อนกว่าแชมพูอีกค่ะ บีบออกมาจากซองก็ไม่ค่อยได้กลิ่นแล้ว

คะแนน : 4/5 ได้ตรงส่วนของแชมพูค่ะ เพราะล้างออกง่ายและผมนุ่มเลย แม้จะใช้แค่ครั้งแรกก็ตาม คาดว่ามีซื้อขนาดจริงมาใช้แน่ๆค่ะ

24 พฤศจิกายน 2552

Review : Skinfood Salmon Brightening Eye Cream

Skinfood Salmon Brightening Eye Cream

ว่าจะรีวิว eye cream ตัวนี้หลายทีแล้ว แต่ก็มีไอเท็มอื่นๆมาแทรกทุกที Skinfood Salmon Brightening Eye Cream กระปุกนี้ เป็นกระปุกที่ใช้ประจำทั้งเช้าและก่อนนอนค่ะ กระปุกบิ๊กบึ้ม 30 ml. เชียวนะ ใช้กันเป็นปี ^^

ปลาแซลมอนนอกจากจะมี Omega-3 ที่ช่วยบำรุงสมองแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยหมองคล้ำรอบดวงตา ให้ดวงตาที่อ่อนล้าดูสดใส และให้ความชุ่มชื่น

อย่าได้สงสัยว่า จะมีกลิ่นคาวปลาเหมือนแซลมอนซาซิมิรึเปล่า? เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคงขายไม่ออกแน่ๆ กลิ่นจริงๆไม่คาวเลย เราว่ากลิ่นคล้ายๆแตงกวาค่ะ เนื้อครีมให้ความรู้สึกที่ดีมาก เพราะเป็นครีมที่เนื้อคล้ายๆกับเจล เพียงแต่ไม่ใส เวลาทารอบดวงตาก็สามารถเกลี่ยครีมได้ทั่ว และไม่รู้สึกว่าผิวรอบดวงตาถูกดึงรั้งเหมือนกับ eye cream ที่เนื้อครีมเข้มข้นมากๆ แต่ก็ใช้เวลาทานานพอสมควรกว่าเนื้อครีมจะซึมลงผิว ถ้าไม่ทาจนเนื้อครีมซึมลงไป จะรู้สึกว่ารอบดวงตาเหนอะๆค่ะ  แต่ทาตอนเช้าได้สบายมากนะคะ พอครีมซึมลงผิวแล้วก็จะไม่มีอาการเยิ้มระหว่างวันเลยนะ

ผลลัพธ์อันโดดเด่นที่น่าประทับใจก็เป็นไปตามคุณสมบัติที่บอกไว้ค่ะ ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตาได้ดีจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รอยคล้ำจะหายไปอย่างถาวรนะคะ เพียงแต่ช่วยให้จางลง โดยเฉพาะเห็นได้ชัดเจนในช่วงที่นอนดึก หน้าโทรมๆ ตาเป็นแพนด้า พอทา eye cream กระปุกนี้ลงไป เช้ามารอยคล้ำจะจางลงกว่าวันที่ไม่ได้ทาค่ะ  และถ้านอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ รอยคล้ำใต้ตาจะไม่ค่อยปรากฏอยู่แล้ว ยิ่งใช้กระปุกนี้ด้วย ก็แทบจะไม่เห็นแพนด้าเลยค่ะ ตั้งแต่ใช้ eye cream มาหลายยี่ห้อ ก็มีตัวนี้แหละที่ช่วยเรื่องรอยคล้ำใต้ตาได้จริงๆ

ส่วนเรื่องริ้วรอย ตามสรรพคุณบอกว่าช่วยเรื่องริ้วรอยเล็กๆได้ แต่ก็ยังไม่เห็นผลนะคะ

คะแนน : 5/5 สุดยอดแห่ง eye cream ณ ขณะนี้เลยค่ะ

23 พฤศจิกายน 2552

Review : L’Occitane Crushed Grape Polish

L’Occitane Crushed Grape Polish L’Occitane Crushed Grape Polish ที่ได้ใช้เป็นขนาดทดลอง 50 ml. ค่ะ เป็น body scrub ที่มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากเมล็ดองุ่น มีเม็ดครับที่ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกได้อย่างอ่อนโยน และช่วยลดเซลลูไลท์ตามร่างกายได้ วิธีใช้ให้ใช้กับผิวที่แห้งหรือผิวที่เปียกหมาดๆ

เนื้อสครับเป็นเนื้อเจลที่มีกลิ่นหอมขององุ่น เม็ดสครับซึ่งมีทั้งผงเมล็ดองุ่นและเปลือกวอลนัทมีปนอยู่ในเนื้อเจลน้อยมาก เวลาสครับจะไม่ค่อยรู้สึกว่าได้ขัดผิว ทำให้ต้องใช้เยอะพอสมควร ค่อนข้างจะเปลืองค่ะ

ส่วนที่เราชอบสำหรับสครับตัวนี้ก็คือ ตอนที่ขัดผิวไปเรื่อยๆ จะรู้สึกได้ว่าเนื้อเจลจะซึมลงผิวไปเลยค่ะ หลังจากล้างตัวแล้วผิวจะกระชับขึ้นด้วย สามารถล้างออกได้ง่ายมาก ไม่เหลือความลื่นติดผิว แต่เรารู้สึกว่า L’Occitane Crushed Grape Polish ไม่ค่อยให้ความชุ่มชื่นกับผิวเท่าไหร่นัก แต่ด้วยคุณสมบัติที่อ่อนโยนมากๆ ก็น่าจะใช้ได้ทุกวัน

ใช้ขนาด 50 ml. หมดไปแล้ว 1 หลอด ประมาณอาทิตย์ละครั้ง นอกเหนือจากผิวที่สะอาดและกระชับขึ้น คุณสมบัติอื่นๆไม่เห็นผลชัดเจนค่ะ ส่วนตัวชอบสครับที่ช่วยทำความสะอาดผิวและให้ความชุ่มชื่นด้วยมากกว่าค่ะ แต่ตัวนี้น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับสาวๆที่ชอบความสดชื่นและชอบขัดผิวบ่อยๆ ถ้าใช้หลังจากออกกำลังกายน่าจะเพิ่มความสดชื่นและช่วยทำความสะอาดผิวได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

17 พฤศจิกายน 2552

Review : L’Occitane Almond Shower Oil

L’Occitane Almond Shower Oil ปีนี้หน้าหนาวมาช้าจริงๆ ก่อนหน้านี้ลมหนาวผ่านเข้ามาได้แป๊บเดียว ตอนนี้ก็เริ่มร้อนอีกแล้วนะคะ แต่เรายังคงสืบสานเจตนารมณ์เดิมในการรีวิวผลิตภัณฑ์บิวตี้สำหรับหน้าหนาว แม้ว่าอากาศจะไม่เป็นใจก็ตามค่ะ ^^'

สาวๆคงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผิวสวยเริ่มต้นจากการอาบน้ำ” เราว่าจริงที่สุดเลยค่ะ ผิวกายก็ไม่น่าจะต่างจากผิวหน้า การทำความสะอาดที่ดี ย่อมช่วยให้ผิวได้เตรียมพร้อมรับการบำรุงอย่างเต็มที่ ยิ่งในสภาวะที่ผิวสูญเสียความชุ่มชื่นได้ง่าย ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่แห้ง แดดจัด การอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา หรือการอาบน้ำอุ่นเป็นประจำ ล้วนแต่ส่งผลให้ผิวแห้ง ขาดความนุ่มนวลได้ทั้งนั้นค่ะ

L’Occitane Almond Shower Oil ออยล์อาบน้ำที่อุดมด้วยคุณค่าจากน้ำมันอัลมอนด์ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นและเรียบลื่นขึ้น เหมาะมากสำหรับสาวๆที่ชอบอาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำร้อนบ่อยๆ ออยล์ขวดนี้จะให้ความรู้สึกหลังการอาบที่แตกต่างจากสบู่และครีมอาบน้ำค่ะ นั่นคือ จะรู้สึกได้ว่าผิวชุ่มชื่นเหมือนกับได้ทาครีมบำรุงแล้ว ซึ่งหากสภาพผิวไม่ได้แห้งมาก ก็ไม่จำเป็นต้องทาครีมบำรุงต่อหลังอาบน้ำเลยค่ะ กลิ่นก็หอมอ่อนๆ ติดผิวหลังอาบซักพักนึงด้วย

เมื่อเนื้อออยล์สัมผัสกับน้ำจะกลายเป็นครีมน้ำนมสีขาวหนืดๆเล็กน้อย พอถูตัวที่เปียกน้ำก็จะหายหนืดค่ะ แต่ฟองจะน้อยมากจนแทบจะไม่มีเลย ตอนที่ใช้แรกๆอาจจะยังไม่ชินและคิดว่าคงอาบไม่สะอาด แต่ไม่ใช่เลยค่ะ หลังจากล้างตัวแล้ว ไม่รู้สึกว่ามีคราบลื่นๆติดผิวเลย และก็รู้สึกสดชื่นดีด้วย แต่เราใช้เวลาล้างตัวนานกว่าการใช้สบู่หรือครีมอาบน้ำนะคะ ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่สามารถอาบน้ำอุ่นได้นานๆโดยที่ผิวไม่แห้ง ส่วนวันที่รีบๆก็ใช้ครีมอาบน้ำแทนค่ะ จะได้ไม่หมดเวลากับการล้างตัวมากนัก

ถ้าอาบน้ำเย็น คงจะล้างไม่สะอาดมั้งคะ เราไม่เคยลองใช้ตอนอาบน้ำเย็นเลย ใช้ออยล์ขวดนี้เฉพาะหน้าหนาวเท่านั้นค่ะ ขวดนึงปริมาณ 250 ml. ก็ใช้ได้หลายเดือนอยู่ค่ะ เพราะเทแค่นิดเดียวก็ถูได้ทั่วตัวแล้ว ราคาค่อนข้างสูงเหมือนกัน เคยอ่านรีวิวออยล์อาบน้ำของ The Body Shop เห็นว่าใช้ดี และราคาก็ถูกกว่ามาก ก็น่าสนนะคะ ถ้าขวดนี้หมดว่าจะลองซื้อมาใช้ดูค่ะ

คะแนน : ถ้าไม่เอาเรื่องราคามาเกี่ยวข้อง ให้ไปเต็ม 5/5 ค่ะ

Nars Vintage Nail Polish 468x60

14 พฤศจิกายน 2552

Review : Skinfood Cucumber Soothing Mask Wash Off

Skinfood Cucumber Soothing Mask Wash off

มาส์คของ skinfood โดยรวมๆใช้ง่ายและใช้ดีสำหรับเรานะคะ ถ้ากลับไปอ่านรีวิวเก่าๆเกี่ยวกับ skinfood mask จะเห็นว่าส่วนใหญ่ใช้แล้วเห็นผลกับผิวหน้าจริงๆ นี่เป็นเหตุผลที่ซื้อมาส์คยี่ห้อนี้มาใช้เยอะมาก อันเก่ายังไม่ทันหมดก็ซื้ออันใหม่ สูตรใหม่มาลองอีกแล้ว ^^

สำหรับ Skinfood Cucumber Soothing Mask Wash off มีส่วนผสมหลักจากแตงกวา ซึ่งให้ผิวผ่อนคลายและชุ่มชื่น ซึ่งใช้แล้วก็เป็นไปตามสรรพคุณจริงๆค่ะ อย่าได้หวังว่าจะช่วยลดริ้วรอย จุดด่างดำ หรือทำให้หน้าใสขึ้น

วิธีการใช้ของเราจะแช่ไว้ในตู้เย็นค่ะ ใช้หลังจากสครับหน้า หรือวันที่โดนแดดแรงๆแล้วแสบผิวก็จะควักออกมาจากตู้เย็น ปาดๆทั่วหน้า เย็นสุดๆค่ะ ผิวได้ผ่อนคลายจริงๆนะ คิดว่าเป็นเพราะความเย็นด้วยแหละที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น  กลิ่นของมาส์คแตงกวาก็เป็นกลิ่นแตงกวาจริงๆ (ติดเหม็นเขียวเหมือนแตงกวาเล็กน้อย) เหมือนกับเอาแตงกวามาบดให้เป็นเนื้อเจลใสๆยังไงยังงั้น ทิ้งไว้ 10 นาที มาส์คจะเริ่มแห้ง ก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้ค่ะ ล้างได้สะอาดเหมือนกัน แต่มันจะออกยากหน่อย เพราะค่อนข้างลื่น ล้างออกแล้วก็จะเหมือนไม่ได้ทำอะไรกับหน้าเลย คือ รู้สึกว่าผิวสดชื่นและเย็นสบายตอนที่มาส์คเท่านั้นค่ะ ต่างจากมาส์คตัวอื่นที่ล้างออกแล้วก็เห็นว่าผิวใสขึ้น หน้าสะอาดขึ้น หรือไม่ก็นุ่มขึ้น แต่มาส์คแตงกวาไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่เราก็ชอบนะคะ เพราะมันช่วยให้อาการแสบร้อนจากแดดเผาลดลงได้นะ

คะแนน : 3/5  จริงๆแล้วแอบหวังอยู่ลึกๆค่ะว่าประสิทธิภาพจะเหมือนกับการเอาแตงกวามาโปะหน้า ที่ช่วยลดความหมองคล้ำได้ แต่ตัวนี้ไม่เห็นผลเลยจริงๆ

10 พฤศจิกายน 2552

Review : Clinique Take The Day Off Makeup Remover For Lids, Lashes & Lips

ในที่สุดก็เจอ eye remover ที่สามารถขจัดมาสคาร่าสูตรติดหนึบอย่าง Maybelline Volum’ Express Hypercurl Cateyes ได้แล้ว!!! นั่นก็คือ Clinique Take The Day Off Makeup Remover For Lids, Lashes & Lips นั่นเอง เหตุเกิดจากความบังเอิญค่ะ ปกติจะใช้ต้องเขย่าขวดก่อน แต่วันนั้นลืมเขย่า เทลงสำลีไปเลย พอแปะสำลีไว้ที่ตาสักแป๊บนึง ปรากฎว่าหลุดออกเกือบหมด เช็ดอีกนิดหน่อยก็หลุดหมดแล้ว ตกใจมากๆ เพราะมาสคาร่ารุ่นนี้ล้างออกยากสุดๆ พอปิดฝาขวดถึงเห็นว่าน้ำมันยังลอยแยกชั้นอยู่เลย ก็เลยถึงบางอ้อว่าเป็นเพราะเราไม่ได้เขย่าขวดนั่นเอง ที่เทลงสำลีมีแต่น้ำมันทั้งนั้น ก็เลยเช็ดออกง่ายมาก สาวๆก็ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูนะคะ eye remover อื่นๆที่คล้ายกับขวดนี้ก็น่าจะใช้ได้ด้วยมั้ง

คุณสมบัติของ Clinique Take The Day Off Makeup Remover For Lids, Lashes & Lips คือ อ่อนโยน สามารถใช้ได้กับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งถ้าเขย่าให้น้ำมันเข้ากับน้ำที่แยกชั้นกันอยู่ เช็ดแล้วจะไม่แสบตาค่ะ แต่ถ้าไม่เขย่า (อย่างที่เราเล่าไปข้างต้น) รับรองน้ำตาซึม ใช้เช็ดอายแชโดว์และ ลิปสติก ออกได้หมดจดค่ะ ส่วนมาสคาร่า ถ้าเป็น majorlica ออกง่ายมากจ๊ะ

ความรู้สึกหลังเช็ด ยังรู้สึกว่ามีความมันติดอยู่ที่รอบดวงตา ไม่ค่อยสบายผิวเท่าไหร่ค่ะ แต่คุณสมบัติที่ล้างเมคอัพออกได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องเช็ดรอบดวงตาซ้ำหลายรอบก็รู้สึกดีนะ

ฝาขวดเป็นแบบล็อคที่ต้องกดด้านบนแล้วหมุน ซึ่งช่วยให้ไม่มีปัญหาหกเลอะเทอะเมื่อปิดขวดไม่สนิทเหมือนฝาเกลียวถ้าต้องพกพาไปไหนต่อไหน แต่แปลกใจที่ปากขวดไม่มีรูสำหรับหยด eye remover ทำให้เวลาเทควบคุมลำบาก เพราะปากขวดกว้าง เทครั้งนึงก็ชุ่มสำลีจนเกินไป จึงหมดเร็วไปหน่อยค่ะ แม้จะมีปริมาณถึง 125 ml. ก็ตาม

คะแนน : 4/5 (ถ้าปรับปรุงปากขวดและรู้สึกสบายผิวหลังจากเช็ด จะเป็น eye remover ที่ perfect เลยค่ะ)

3 พฤศจิกายน 2552

Review : L’Occitane Almond Supple Skin Oil

L'Occitane Almond Supple Skin Oil

สำหรับใครที่ประสบปัญหาผิวแห้งแตกระแหง L’Occitane Almond Supple Skin Oil ขวดนี้เอาอยู่แน่นอน

รีวิวผลิตภัณฑ์บิวตี้สำหรับหน้าหนาว หมวดครีมบำรุงผิว ขวดนี้ไม่ใช่ครีมค่ะ เป็นน้ำมันอัลมอนด์ 78% ที่ใช้ความชุ่มชื่น ผิวเรียบเนียน และยังที่อุดมด้วยคุณค่าจาก essential oil 3 ชนิด  ได้แก่ peppermint, immortelle และ palmarosa ช่วยฟื้นฟูและเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิวกระชับ เต่งตึง

เราซื้อมาให้พ่อ เนื่องจากพ่อผิวแห้งมากๆ แห้งชนิดที่ผิวแตกเป็นลายเหมือนแผ่นดินอีสานแล้ง –“-  ตอนแรกจะซื้อ L’Occitane Almond Shower Oil มาให้ เพราะใช้เองแล้วเวิร์คมาก แต่กลัวว่าพ่อจะไม่ใช้ เพราะเวลาอาบมันไม่มีฟอง (รีวิวครั้งหน้านะคะ) ก็เลยซื้อขวดนี้มาแทน พ่อใช้ไปได้ประมาณ 1 ใน 5 ของขวด ก็คือแค่ไม่กี่ครั้ง ผิวที่แห้งแตกก็กลับสู่สภาพเดิมแล้ว เหลือแต่ความชุ่มชื่นของผิวที่ต้องใช้เวลาบำรุงนานเป็นพิเศษ พ่อบอกว่าใช้ดี ผิวชุ่มชื่นดีและก็นุ่มด้วย

เราเคยกดมาทาผิวที่แขนดูบ้าง ใช้ได้ขณะที่ผิวแห้งนะคะ ไม่ต้องหลังอาบน้ำและผิวยังเปียกอยู่เหมือนเวลาใช้ baby oil เพราะ L’Occitane Almond Supple Skin Oil จะไม่ทิ้งความมันไว้ที่ผิวค่ะ ทาและนวดสักครู่เนื้อออยล์จะซึมลงผิวง่ายมาก ถึงแม้จะเหลือเงาๆไว้ที่ผิว แต่ก็ไม่มันและไม่เหนอะหนะ เที่ยบดูกับแขนที่ไม่ได้ทาออยล์ขวดนี้ แขนข้างที่ทาดูชุ่มชื่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด และคงความชุ่มชื่นได้นานถึงตอนเย็นค่ะ ดมที่ผิวยังได้กลิ่นอยู่ ผู้ผลิตบอกว่าเป็นกลิ่นอัลมอนด์และวานิลลา เราก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าอัลมอนด์มันเป็นกลิ่นยังไง แต่มันไม่เหมือนกับอัลมอนด์อบเกลือหรืออัลมอนด์ในชอคโกแลตที่เคยกิน และก็ไม่ได้กลิ่นวานิลลานะคะ ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไรแต่เราว่ากลิ่นออกแนวอโรมา ทาแล้วกลิ่นจะจางมากค่ะ ดมที่ผิวถึงจะได้กลิ่น

Johnson Baby Oil Aloe Vera & Vitamin E ถ้าผิวแห้งมาก แนะนำให้ลองใช้ baby oil ทาผิวหลังอาบน้ำดูก่อนนะคะ ถ้าช่วยได้ก็ใช้ baby oil ดีกว่าค่ะ เพราะขวดนี้ราคาสูงเอาการ เราใช้ Johnson Baby Oil Aloe Vera & Vitamin E (ขวดสีเขียว) ก็ใช้ดีนะคะ ผิวนุ่มมาก กลิ่นออยล์ก็หอมด้วย แต่มันไปหน่อย

แต่ถ้าผิวเกินเยียวยา baby oil ก็เอาไม่อยู่ (อย่างพ่อเรา) ลงทุนซื้อ L’Occitane Almond Supple Skin Oil มาใช้ไม่ผิดหวังแน่นอน ปริมาณ 100 ml. แต่ก็ใช้ได้นานค่ะ เพราะหนึ่งปั๊มก็ทาแขนได้ 2 ข้างแล้ว

31 ตุลาคม 2552

Review : The Body Shop Shea Body Butter

The Body Shop Shea Body Butter ผลิตภัณฑ์ของ The Body Shop ใช้ส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติภายใต้โครงการ Communities Trade ซึ่งทาง The Body Shop จะรับซื้อวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตเครื่องสำอางจากเกษตรกรผู้ผลิตในราคาที่ยุติธรรม โดยจะเน้นวัตถุดิบที่มาจากเกษตรกรกลุ่มย่อย ชนเผ่า และชาวท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตพืชชนิดนั้นๆโดยเฉพาะ ซึ่ง The Body Shop Shea Body Butter มีส่วนผสมหลักๆที่ให้ความชุ่มชื่นจาก shea butter และ cocoa butter  ที่มาจากกาน่า อุดมไปด้วยวิตามินเอและอี ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นและนุ่มนวล

The Body Shop นั้นใช้กลยุทธ์ของ Communities Trade มาทำให้สาวๆรู้สึกดีขึ้นที่ได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของเค้า เพราะนอกจากวัตถุดิบจะมาจากธรรมชาติ ไม่ใช้สัตว์ในการทดลอง ก็ยังได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

มาเข้าเรื่องของการรีวิวผลิตภัณฑ์บิวตี้สำหรับหน้าหนาว หมวดครีมบำรุงผิว

The Body Shop Shea Body Butter เหมาะสำหรับผิวแห้งค่ะ เราจะใช้ในหน้าหนาวที่อากาศหนาวจัดๆ มีแต่กระปุกนี้ที่เอาอยู่ ด้วยเนื้อครีมที่เรียกได้ว่า เหมือนกับเนยจริงๆ ซึ่ง body butter กลิ่นอื่นๆเนื้อจะไม่เข้มข้นขนาดนี้ (เราคิดว่า shea body butter น่าจะเป็นครีมที่เข้มข้นที่สุดของ The Body Shop เพราะ BA นำเสนอว่าตัวนี้ดีที่สุดสำหรับผิวที่แห้งมากๆ) ตอนทาจะลำบากหน่อยค่ะ เพราะข้นมาก เคยลองวอร์มครีมที่มือก่อนแล้วทาก็ช่วยให้ทาได้ง่ายขึ้น แต่ครีมส่วนใหญ่จะซึมลงฝ่ามือไปซะก่อน ทำให้ยิ่งเปลืองไปกันใหญ่ค่ะ –“- ก็เลยปาดที่ผิวแล้วทา ซึ่งก็ใช้เวลามากกว่าครีมอื่นๆที่เคยใช้ หลังจากทาจะรู้สึกว่าผิวเหมือนได้ดื่มน้ำ แต่ค่อนข้างจะเหนียวเหนอะหนะ ต้องรอสักพักใหญ่ๆถึงจะซึมลงผิวและหายเหนียวตัว

กลิ่นหอมคล้ายๆขนม ติดผิวนาน ทำให้ได้กลิ่นจางๆระหว่างวัน ประสิทธิภาพในการรักษาความชุ่มชื่นของผิวนั้นอยู่ในระดับยอดเยี่ยมค่ะ ทาตอนเช้ากลับมาอาบน้ำตอนเย็นก็ยังรู้สึกได้ว่ามีครีมอยู่ที่ผิว ใช้อย่างต่อเนื่องผิวก็นุ่มนวลขึ้นจริงๆค่ะ แต่พอเข้าหน้าร้อนก็ต้องเลิกใช้ เพราะทนความเหนียวไม่ไหวค่ะ เวลาเหงื่อออก ครีมที่อยู่ที่ผิวจะละลายออกมาลื่นๆ ไม่สบายผิวสุดๆเลย คอนเฟิร์มว่าให้ใช้หน้าหนาวที่ไม่สามารถพึ่งพาครีมตัวไหนได้แล้ว กระปุกนี้ราคาก็ค่อนข้างสูงนะคะถ้าเปรียบเทียบกับครีมบำรุงผิวอื่นๆ แต่ด้วยประสิทธิภาพก็ต้องยอมค่ะ ถ้าเทียบกับกระปุกก่อนหน้าที่รีวิวไป ลงทุนกับ The Body Shop Shea Butter ถือว่าคุ้มค่าค่ะ

Useful Link
ข้อมูลจากผู้ผลิต

28 ตุลาคม 2552

Review : L’Occitane Almond Milk Concentrate

เริ่มเข้าสู่หน้าหนาวแล้วนะคะ สาวๆต้องเตรียมดูแลผิวให้ชุ่มชื่นเป็นพิเศษ เพราะอากาศที่หนาวเย็นทำให้ผิวแห้ง หยาบกร้าน และแลดูไม่สดใส ในช่วงนี้เราจึงขอนำเสนอการรีวิวผลิตภัณฑ์บิวตี้สำหรับหน้าหนาวค่ะ ถึงผิวหน้าเราจะมีสภาพผิวเป็นผิวผสม แต่พอเข้าหน้าหนาวทีไร ผิวหน้าจะแห้งและลอกเป็นขุยๆ ต้องใช้ครีมบำรุงสำหรับผิวแห้ง ส่วนผิวกายยิ่งไปกันใหญ่ค่ะ ปกติผิวกายจะค่อนข้าแห้ง ต้องทาครีมบำรุงหลังอาบน้ำทุกครั้ง หน้าหนาวถ้าครีมเข้มข้นไม่พอ ผิวจะเป็นผื่นแดง คัน และตกสะเก็ด แอบน่าเกลียดเล็กน้อยนะ แต่พอได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่จะรีวิวต่อไปเรื่อยๆนี้ ไม่พบปัญหาเหล่านี้อีกเลยค่ะ

ขอเริ่มจากหมวกแรกกันก่อน… ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย

 L’Occitane Almond Milk Concentrate เริ่มจากชิ้นแรก L’Occitane Almond Milk Concentrate ครีมบำรุงผิวเนื้อนุ่มที่เข้มข้นด้วย almond oil และ almond milk ผสานคุณค่าของ silsium และ almond protein ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจน จะช่วยฟื้นฟูและมอบความตึงกระชับให้ผิว กระปุกใหญ่มากมายค่ะ 200 ml. แต่ก็ใช้เปลืองนะ เพราะเนื้อครีมไม่ค่อยเข้มข้น แต่ก็ซึมลงผิวได้ค่อนข้างเร็ว ไม่เหนียวเหนะหนะเลย รู้สึกได้ทันทีว่าผิวชุ่มชื่นขึ้นมาก ใช้อย่างต่อเนื่องผิวจะนุ่มขึ้นด้วยนะคะ กลิ่นของครีมตัวนี้จะออกแนวหอมสดชื่นคล้ายๆพวกสมุนไพร ทาก่อนนอน กลิ่นก็จะช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีค่ะ แต่ตอนเช้า สำหรับสาวๆที่ชอบฉีดน้ำหอม กลิ่นอาจจะตีกันได้นะคะ เพราะกลิ่นของ Almond Milk Concentrate  ค่อนข้างติดทนค่ะ และก็ให้ความชุ่มชื่นได้ยาวนานด้วย ยืนยันได้จากทาตอนเช้า อาบน้ำตอนเย็นก็ยังรู้สึกว่าผิวลื่นๆอยู่

สำหรับหน้าหนาว Almond Milk Concentrate จะเหมาะกับผิวมากๆค่ะ หน้าร้อนก็ใช้ทาได้นะคะ ถ้าต้องทำงานหรืออยู่ในห้องแอร์ตลอด จะช่วยให้ผิวไม่ขาดความชุ่มชื่นได้ดี แต่ถ้าต้องเผชิญกับอากาศร้อนๆ เราว่าพอเหงื่อออกอาจจะไม่ค่อยสบายตัวค่ะ บวกกับกลิ่นที่หอมออกแนวสมุนไพร แต่ไม่ใช่กลิ่นเย็นๆนะคะ ออกแนวอบอุ่นซะมากกว่า อาจจะทำให้ยิ่งรู้สึกร้อนหรืออึดอัดได้

กระปุกเป็นแก้วที่หนาและดีไซน์ได้เรียบเก๋ดีค่ะ ใช้ครีมหมดแล้วก็เก็บกระปุกไว้ใส่ของกระจุกกระจิกได้ต่อ

Useful Link
ข้อมูลจากผู้ผลิต

Related Posts with Thumbnails

จองสปาราคาพิเศษที่สุโขสปา

Join My Community at MyBloglog!