NARS Cosmetics Fall Collection 2010 Online Exclusive: Super Restorative Age-Defying Set - a $207 value for $132!

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facts แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ facts แสดงบทความทั้งหมด

23 ตุลาคม 2552

ใช้ครีมลดริ้วรอย กลับเร่งผิวให้แก่ก่อนวัย

คงไม่มีสาวๆคนไหนอยากให้ “ริ้วรอย” มาเยือนบนใบหน้าแน่ๆ ทำให้เดี๋ยวนี้สาวๆต่างขวนขวายหาครีมลดริ้วรอย หรือ Anti-aging มาบำรุงผิวกันตั้งแต่อายุยังไม่เข้าข่ายที่จะเกิดริ้วรอยได้เลยด้วยซ้ำไป

แต่โดยปกติแล้วครีมในกลุ่ม Anti-aging จะเหมาะสำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เนื่องจากผิวจะเริ่มขาดความชุ่มชื่น ทำให้ประกายความเปล่งปลั่งดูลดลง ผิวจะไม่สดใสเท่าเมื่อก่อน จึงต้องเริ่มเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยและกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิว เพราะผิวจะเริ่มสูญเสียความกระชับและยืดหยุ่นจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่ลดลง โดยเฉพาะเวลาที่แสดงอารมณ์บนใบหน้า อย่างเช่น ขมวดคิ้ว (สาวๆรู้แล้วก็อย่าเครียดจนคิ้วผูกโบบ่อยๆนะคะ เดี๋ยวหน้าย่นนะ) ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยนั่นเองค่ะ

ดร.นิค โลว์ แพทย์ผิวหนังชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยจะมีส่วนผสมของ Retinoids, AHAs, BHAs ซึ่งการทำงานของสารเหล่านี้จะทำลายผิวชั้นบน แล้วกระตุ้นการเกิดผิวใหม่โดยเร่งการเปลี่ยนเซลล์ผิว และกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิว ดังนั้น เมื่อสาวๆวัย 20 ต้นๆนำมาใช้กับผิวก็ย่อมไม่เหมาะแน่นอนค่ะ เพราะสภาพผิวของสาววัย 20 เป็นช่วงวัยที่ผิวยังแข็งแรง เปล่งปลั่งและสดใส ยังไม่มีริ้วรอย (ยกเว้นว่าคุณเป็นสาวปาร์ตี้ที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า นอนน้อย นี่จะเป็นตัวการเร่งให้ผิวแก่ก่อนวัยได้ค่ะ)

การที่สาววัย 20 ต้นๆนำครีมลดริ้วรอยมาใช้กับผิวนั้น จะเป็นการเร่งให้ผิวที่ดีอยู่แล้วเปลี่ยนสภาพโดยการผลัดผิว และทำให้การอุ้มน้ำของผิวตามธรรมชาติเสื่อมลง เนื่องจากผิวบริเวณแก้มจะมีความบอบบางกว่าผิวที่อายุมากกว่า จึงมีโอกาสง่ายมากค่ะที่จะเกิดการแพ้เป็นรอยแดง ผื่นคัน เนื่องจากผิวจะเกิดอาการต่อต้านต่อสารลดริ้วรอยที่กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนี้การใช้ Retinoids และ AHAs มากๆจะส่งผลให้ผิวไวต่อแดด และอาจเกิดฝ้า กระ ผิวไม่เรียบได้ด้วยนะคะ

สาวๆที่ยังไม่ถึงเวลาใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยจึงควรใช้เพียงแค่สารกันแดดเพื่อช่วยป้องกันแสงแดดอันเป็นสาเหตุของริ้วรอยเท่านั้นก็เพียงพอแล้วค่ะ เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยในวัยที่ไม่เหมาะสมนั้น อาจเป็นการเร่งให้ผิวแก่ก่อนวัยแทน

อ้างอิง Sabai-arom, Kapook.com

25 สิงหาคม 2552

Warning : 14 สารเคมีที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง

ภาพประกอบ http://beautycaremanual.com/ น่าตกใจที่พบว่าผู้หญิงเราซึมซับสารเคมีผ่านจากเครื่องสำอางที่ใช้ทุกชนิด เฉลี่ยรวมปีละเกือบ 2 กิโลกรัม อันอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเก็บสารพิษตกค้างไว้ในร่างกาย เมื่อไม่สามารถกำจัดออกได้ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยนานาประการได้ในอนาคต ...และนั่นคือเหตุผลสำคัญ ที่เราควรจริงจังกับการเลือกสรรเครื่องสำอางให้มากขึ้นเสียที 
 
เพื่อให้เราเลือกใช้เครื่องสำอางได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงอยากชวนให้สาวๆมาศึกษาสารเคมีที่พบในเครื่องสำอางกันดีกว่าค่ะ ถึงแม้ว่าสารเคมีเหล่านี้จะผสมในปริมาณที่ปลอดภัย แต่ขึ้นชื่อว่าสารเคมีแล้วละก็ หากสาวๆหลีกเลี่ยงได้หรือเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีสารเคมีเหล่านี้ทั้งชนิดและปริมาณน้อยที่สุดก็จะเป็นการดีต่อสุขภาพในระยะยาวค่ะ

1. Mineral Oil (Petrolatum)
เป็นสารที่แยกได้จากการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำมาใช้ในเครื่องสำอางจำพวกเบบี้ ออยล์ และเครื่องสำอางประเภทมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่ในการเก็บรักษาความชุ่มชื่นให้กับผิว เเต่ด้วยเพราะเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่จึงอาจเกิดการตกค้างที่ผิว เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาผิว อาทิ ปัญหาสิวอุดตัน รูขุมขนอุดตัน ผิวหนังอักเสบ ฯลฯ

2. Propylene Glycol
ใช้เพื่อป้องกันการจับตัวกันเป็นของแข็ง ในภาคอุตสาหกรรมถูกนำไปใช้ในการทำละลาย อาทิ สีและพลาสติก และถูกนำมาใช้กับเครื่องสำอางในกลุ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ ทำหน้าที่เก็บรักษาความชุ่มชื่นในเครื่องสำอาง ซึ่งหากใช้ในปริมาณน้อยจะไม่เป็นอันตรายหรืออาจระคายเคือง แต่หากสะสมในปริมาณมาก อาจทำให้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง และมีเเนวโน้มเป็นสารตั้งต้นสารก่อมะเร็ง

3. Triethanolamine (TEA)
พบมากในเครื่องสำอางจำพวกบอดี้ โลชั่น แชมพู โฟมโกนหนวด และครีมบำรุงรอบดวงตา กับหน้าที่ในการปรับค่า pH ไม่ให้เป็นกรด-ด่าง มากเกินไป ซึ่งหากร่างกายได้รับในปริมาณน้อยก็อาจไม่เกิดอันตราย แต่หากสะสมในปริมาณมาก อาจทำให้ผิวระคายเคือง อย่างไรก็ดี สตรีมีครรภ์ควรเลี่ยง เพราะเป็นสารเคมีที่มีผลต่อทารกในครรภ์ในช่วงพัฒนาการทางสมอง

4. IPM (Isopropyl Myristate)
ใช้กันมากในวงการเครื่องสำอาง กับคุณสมบัติในการเคลือบผิวเพื่อเก็บรักษาความชุ่มชื่น อย่างไรก็ดีจากการทดลองในสัตว์ พบว่า สารเคมีชนิดนี้ทำให้เกิดการอุดตันที่รูขุมขน ซึ่งอาจทำให้ผิวระคายเคืองและอาจทำให้เกิดปัญหาทางผิวหนังได้

5. Polyethylene
สารเคมีชนิดนี้ถูกพบมากในเครื่องสำอางจำพวกสครับ เนื่องจากเป็นพลาสติกที่ลื่นมัน ยืดหยุ่นดี จึงใช้ทำหน้าที่เป็นเม็ดสครับผิวได้ แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีจำพวกพลาสติก จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในของใช้ต่างๆอาทิ ขวดใส่สารเคมี ขวดใส่น้ำ บรรจุภัณฑ์ ฉนวนไฟฟ้า หรือแม้แต่เก้าอี้ ซึ่งแม้จะไม่สามารถซึมผ่านสู่ผิวหนังได้ แต่ก็อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวและไม่เป็นมิตรกับร่างกาย

6. Imidazolidinyl and Diazoliddinyl Urea
สารกันเสียชนิดนี้ถูกนำมาใช้ทั่วไปในกลุ่มเครื่องสำอางกับหน้าที่ในการกำจัดแบคทีเรียหรือจุลชีพต่างๆ แต่ด้วยการสลายตัวที่ทำให้เกิดสารฟอมาลดีไฮด์ (Formaldehyde) จึงทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและระบบหายใจได้ ซึ่งพิษสะสมอาจทำให้การทำงานของเซลล์ร่างกายผิดปกติ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง

7. Paraben
สารกันเสียที่นิยมใช้อย่างมากในกลุ่มเครื่องสำอางจำพวกผิวหนังและเส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นเพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แต่เนื่องจากเป็นสารเคมีที่พบในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทที่ง่ายต่อการสะสมในร่างกาย หลายองค์กรจึงรณรงค์ให้เลี่ยงการใช้พาราเบนที่พบว่าเสี่ยงต่อการระคายเคืองผิว อาจขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

8. SLES (Sodium Laureth Sulfate)
นิยมเติมลงในเครื่องสำอางจำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำเพื่อทำให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิว สามารถพบได้ในแชมพูเกือบทุกประเภท ด้วยผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถกำจัดไขมันออกจากผิวและผมอย่างหมดจด แต่แท้จริงแล้ว สารลดแรงตึงชนิดนี้มีส่วนเสียคือ มีฤทธิ์ทำให้กระบวนการป้องกันผิวและเส้นผมตามธรรมชาติอ่อนแอลง เสี่ยงต่อการระคายเคือง และหากกระบวนการผลิตมีการปนเปื้อนก็อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้

9. Artificial Color
มีเครื่องสำอางจำนวนไม่น้อยที่ใช้สีในการเติมแต่งเพื่อให้เกิดความสวยงาม น่าใช้ บางชนิดเป็นสารเคมีสังเคราะห์ และบางชนิดเป็นสีที่ใช้ในอาหาร (Food grade - ซึ่งค่อนข้างมีความปลอดภัย) อย่างไรก็ดี ย่อมเป็นการปลอดภัยกว่าในการงดการใช้สีที่มาจากการสังเคราะห์ทุกประเภท เนื่องจากอาจมีสารหนัก รวมทั้งสารหนูและสารตะกั่ว อันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

10. Silicone 
ซิลิโคนมีลักษณะคล้ายยาง มีความยืดหยุ่นสูงและมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทใช้งาน แต่ถูกนำมาใช้ในวงการความงามอย่างแพร่หลาย โดยในเครื่องสำอางนั้น มักถูกนำมาใช้กับครีมนวดผมเพื่อให้รู้สึกนุ่มลื่น ช่วยเคลือบเส้นผมให้ดูเงางาม นุ่มสลวย แต่อาจเกิดการสะสมในตับและต่อมน้ำเหลืองหากใช้ในปริมาณมาก ซึ่งสามารถเป็นตัวเร่งการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้ 

11. Petroleum Derivative
สารเคมีที่ได้มาจากการแยกน้ำมันปิโตรเลียม มักถูกนำไปเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายประเภท อาทิ ครีมรองพื้น ครีมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว เพื่อทำหน้าที่เก็บกักความชุ่มชื่นผิวโดยการเคลือบผิวไว้ แต่ด้วยความที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และผ่านกรรมวิธีทางเคมี จึงอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง อุดตันผิว และเกิดสิวได้ และหากเก็บกักสะสม อาจเสี่ยงต่อการเสื่อมสภาพของผิว และทำให้ฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันในเพศหญิงอ่อนแอ

12. Synthetic Polymer
โพลิเมอร์มีสารตั้งต้นจากพลาสติกที่ผ่านกระบวนการทางเคมีให้มีความเหนียวนุ่ม ยืดหยุ่น นิยมนำมาทำบรรจุภัณฑ์อาหาร รวมทั้งเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ ครีมนวดผม หรือเจลแต่งทรงผม ทำหน้าที่หลากหลายขึ้นอยู่กับการใช้งาน อาทิ การเพิ่มเนื้อสัมผัส การเคลือบผิว หรือการเก็บรักษาความชุ่มชื่น อย่างไรก็ตาม มีสารโพลิเมอร์บางชนิดสามารถหาได้จากพืช อาทิ มันสำปะหลัง ข้าวโพด และมะพร้าว ซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติและเหมาะสมกับร่างกายของเรามากกว่า

13. PEG (Polyethylene Glycol)
สารเคมีสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อทดแทนสารเพิ่มความชุ่มชื่น มักถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ความงามจำพวกทำความสะอาดและบำรุงผิว โดยสถาบันเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัตถุในสหรัฐอเมริกา (III) ได้ออกคำเตือนให้หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีชนิดนี้ เพราะระคายเคืองต่อผิวสูง และอาจเป็นสาเหตุของความผิดปกติในตับและไต และอาจเกิดการปนเปื้อนจากการผลิตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับและจมูก 

14. Quats
สารชะล้างที่มักนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ขัดล้างต่างๆ อาทิ น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาขัดพื้น และ ด้วยความที่เป็นสารเคมีรุนแรง จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผิวเกิดผดผื่น แพ้ และทำลายระบบทางเดินหายใจหากใช้นำมาใช้กับเครื่องสำอางจำพวกแชมพู หรือเจลอาบน้ำทั้งหลาย เพื่อให้รู้สึกถึงการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามนปริมาณสูงและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

เห็นมั๊ยคะว่ามีหลายตัวเลยที่เราพบในฉลากเครื่องสำอาง ครั้งต่อไปอย่าลืมศึกษาฉลากส่วนผสมซักเล็กน้อยก่อนเลือกซื้อ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงกับสารเคมีเหล่านี้ หรือเลือกซื้อเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมหลักมาจากธรรมชาติ ก็จะช่วยลดการสะสมของสารเคมีในร่างกายได้มากขึ้นค่ะ

แบ่งปัน

อ้างอิง Sabai-arom

Related Posts with Thumbnails

จองสปาราคาพิเศษที่สุโขสปา

Join My Community at MyBloglog!